สารพัดถ้อย ร้อยประโยคที่มีให้ได้ยินได้ฟังกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ขนาดแรกเกิด พวกเราเหล่าผู้โชคดีทั้งหลายก็มีปากเป็นอวัยวะติดตัวที่เอาไว้ส่งเสียงร้อง ตั้งแต่ยังพูดกันไม่เป็น จะหิวน้ำ หิวนม ฯลฯ เราก็เปล่งเสียงอ้อแอ้ให้พ่อ-แม่ได้รู้ โตขึ้นมาแล้วเราก็ยังใช้ปากไปทำประโยชน์อื่นๆได้มาก กว่าเอาไว้ดื่ม เอาไว้กิน คิด...คิด...ดูแล้วถ้าคนเราไม่มีปากมันคงแย่น่าดูเหมือนกัน...    
 
แม้ธรรมชาติ จะสร้างปากให้มนุษย์ไว้ใช้งาน ก็ต้องหัดรู้จักใช้ให้เป็น ไม่ใช่ว่ามีปากแล้วก็สักแต่ว่าพูดแบบไร้ประโยชน์ ลงแบบนี้แล้วน่าจะไปเกินเป็นคนใบ้จะดีกว่า! อย่าหลงระเริงใช้ปากตามใจตัว จนเกินเหตุ อย่าใช้คำพูดตามใจปากจนเกินควร คนบางคนใช้คำพูดแย่จนเคยชิน ติดเป็นนิสัย พอจะให้แก้ไขก็บอกว่ามันเป็นตามธรรมชาติ เปลี่ยนไม่ได้หรอก โทษพระโทษเจ้าว่าอยากสร้างมาให้เอง ตั้งแต่เกิด...คำพูดแต่ละคำ แต่ละประโยคบ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึก แต่อย่าลืมตระหนักกัน เอาไว้สักนิดว่า อารมณ์และความรู้สึก ใครต่อใครก็มีได้ไม่แตกต่างกัน
 
คำพูดคำจาที่ดีนั้นน่าฟัง ยิ่งได้นำ้เสียงไพเราะยิ่งดีใหญ่ ไหว้วานให้ทำงานก็มีแต่คนเต็มใจพร้อมจะ ทำให้ชนิดถวายหัว เพราะธรรมชาติของคนนั้นมีความนุ่มนวลอยู่ในตัว สังคมและสิ่งแวดล้อมคือตัวแปร หล่อหลอม เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนเรา...ฉะนั้น
 
จงรู้จักหัดพูดให้คนเขาฟังได้...
พูดจาให้เข้าท่าได้ประโยชน์...
พูดเข้าหูให้คนรู้จักฟัง...
พูดจากันให้คนเขาเข้าใจ...
รู้จักพูดกันด้วยเหตุผล...
อย่าใช้อารมณ์พูดให้มากจนเกินไป...
 
แล้วชีวิตของคุณในโลกใบนี้จะน่าอภิรมย์ขึ้นอีกเยอะเลย

Keep Walking

posted on 18 Sep 2011 02:42 by honeybee  in Blink

ที่มา: หลังจากอ่านหนังสือ Blink ของ Malcolm Gladwell แล้ว ก็จุดประกายในการเขียนอีกครั้ง เลยขอนำเอาหัวหนังสือของเขามาใช้เป็นคอลัมภ์ เนื่องจากว่าเห็นว่าตรงกับหัวข้อในงานเก่าๆ ที่นำมาเล่าใหม่อีกครั้ง และหวังว่าหัวข้อในงานเขียนอาจจุดประกาย BLINK! ให้บางคน  

4 มกราคม 2543 / Keep Walking 

Concept จากแคมเปญโฆษณาของ จอห์นนี่วอคเกอร์ "เดินหน้าไม่ถอยกลับ...."  ฟังดูน่าใจหาย แต่ก็เป็นการเดินหน้าเพื่ออนาคตตัวเองไม่ใช่หรือ...น่าจะถือเป็นเรื่องดี อยู่แล้ว ยังไงก็แล้วแต่ ขอให้มีพลัง Keep Walking ไปจนถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ แม้ว่าตลอดเส้นทางจะมีอุปสรรคขวากหนามก็ตามที หากจะมีเรื่องราวใดๆ ที่จะเขียนบอกกล่าวต่อจากนี้ไป คิดเสียว่าเป็นเพียงบันทึกจากใจอีกหน้าก็พอ 

1.ปีนี้เมืองไทยอากาศเย็นกว่าปีก่อนๆ ค่อนไปทางหนาว แต่ก็หนาวได้ไม่กี่วัน...จากปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงวันนี้ วันที่ 4/1/43 อากาศก็กลับร้อนเหมือนเดิม...รออยู่ว่าจะหนาวอีกหรือเปล่า รู้แต่ว่ามีลมหนาวพัดเข้ามาทางประเทศจีนแล้ว คงจะถึงเมืองไทยในอีกไม่กี่วัน... อากาศร้อน มักทำให้คนเรา อารมณ์ ร้อน ต่อให้มีการเรียนรู้วิธีสงบอารมณ์ด้วยวิธีใดก็ตามแต่ มักไม่ได้ผล ต้องปล่อยให้ร้อนไปสักพัก เดี๋ยวก็คลายร้อนกลายเป็นเย็นไปได้เอง เหมือนน้ำร้อนที่ตั้งทิ้งไว้ในห้องแอร์อย่างไรอย่างนั้น...

2. ปีใหม่นี้ได้หยุดงาน 5 วัน ฟังดูน่าสบาย จริงๆก็น่าสบายน่ะแหละ เหมือนได้ลาพักร้อนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีวันเหลือให้ลาพักร้อนได้อีกกี่ วัน...กินและนอนตื่นสายอยู่กับบ้าน 3 วัน ดูทีวี ประทับใจไปกับภาพยนตร์ไททานิค อีกครั้ง...นับ countdown กับคนเป็นแสนๆล้านๆ ในทีวี นับว่าเป็นวันหยุดแบบชาวบ้านที่แสนจะธรรมดาๆ แต่สุขใจได้ไม่น้อย รู้สึกดีและพอใจ กับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้จริงๆ 

3. ก้าวล่วงสู่ปี 2000 รู้สึกเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่...เริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ Keep Walking ไป กับหนทางใหม่ของชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ว่าช้างหน้าจะเป็นอย่างไร...แต่ก็ รู้สึกมั่นใจที่จะก้าวเดินต่อไป ทำให้ชีวิตมั่นคงกว่าที่ผ่านๆมา...ไม่กลัวที่จะต้องเจ็บปวดอีกต่อไป เพราะได้เรียนรู้มาว่า...ชีวิตเป็นของเราเอง เราเลือกเอง และถ้าอยากจะมีความสุขในชีิวิตก็ต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกเพื่อให้ได้มา เพื่อสิ่งดีๆให้กับตัวเอง

So, Keep Walking for the best things of your life. 

การมองหาความคิดดีๆ เป็นงานที่ยากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าได้ทำมา

และความคิดดีๆ ก็ไม่เคยแว๊บผ่านมาถึงข้าพเจ้าแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นขณะที่กำลังแปรงฟัน โกนหนวด

หรือตอนที่ถอยรถออกจากโรงรถก็ตาม

ข้าพเจ้าต้องพยายามเค้นมันออกมาจากสมองให้ได้ 

มันเหมือนกับการรีดเลือดจากปู

เว้นเสียแต่ว่าถ้ามันจะมีออกมาให้เห็น

 

ยังดีที่มีความคิดประเภทหนึ่ง

ที่ข้าพเจ้าไม่ต้องบีบเค้นสักเท่าไร

มันมาอย่างไม่ตั้งตัว ช่างเหมาะเจาะ

กับเวลาอะไรเช่นนี้

 

เพียงแต่ข้าพเจ้าจะเงี่ยหูฟังตามลม

และเมื่อมันผ่านมาให้ข้าพเจ้าได้ยิน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความบ้าคลั่ง บ้าบิ่น

เรื่องที่ทุกคนสนใจพูดถึง จากบอร์ดข่าวสาร

สถานีวิทยุ อักษรไขว้และแม้แต่ภาพยนตร์

ข้าพเจ้าจะเก็บมันไว้ในสมอง

 

ปี 1920 ทั้งเมืองต่างก็พูดถึงรถยนต์ฟอร์ด รุ่น T

และเฮนรี่ ฟอร์ด ข้าพเจ้าก็เลยได้ความคิดสำหรับ

ปกเดือนกรกฏาคม เป็นภาพครอบครัวกำลังนั่งรถฟอร์ด รุ่น T

 

และในวันหลังจากที่ ลินด์เบิร์ก ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

ข้าพเจ้าได้โทรหาผู้กำกับศิลป์ของ เดอะโพสต์ ตั้งคำถาม

และเสนอความคิดว่า “ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้บุกเบิกการบินล่ะ จะว่าไง”

ผู้กำกับศิลป์ ตอบกลับมาว่า “ตกลง”และว่า  “แล้วจะได้งานเมื่อไร”

“คงต้องด่วนล่ะ ไม่งั้นจะกร่อยไปซะก่อน”

ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า “พรุ่งนี้ตอนสายๆ”

และเตรียมตัวจ้างนายแบบ พร้อมกับหาหมวกแก๊ปนักบิน

แล้วก็เริ่มลงมือวาด ใช้เวลา 26 ชั่วโมง กว่าจะเสร็จ ทันส่ง

ให้กับ เดอะโพสต์ ที่ฟิลลาเดลเฟีย

จากนั้นก็สะโหร่สะเหร่ขึ้นไปนอน

 

ปี 1929 เป็นปีแห่งการจากแจกใบสั่ง แทนที่จะขอให้ประชาชนจ่ายภาษี

เมืองกลับให้ตำรวจแจกใบสั่ง กับประชาชนที่ขับรถเร็วหนักขึ้น

ตำรวจหัวหมอ สอง สามนาย สามารถทำยอดได้กว่าพันเหรียญต่อวัน

เมืองก็เลยร่ำรวยจากเงินใบสั่ง

 

ที่สุดสมาคมรถยนต์ กับหนังสือพิมพ์ต่างก็เริ่มป่วน

ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องราว ก็เลยเอามาทำปกให้กับ เดอะโพสต์ 

ด้วยการวาดภาพ นายตำรวจถือนาฬิกาจับเวลา 

หลบอยู่หลังป้ายจำกัดความเร็ว

 

ปี 1929 อีกน่ันแหละ 

ข้าพเจ้าเขียนปกโดยอิง เรื่องราวจากความคลั่งไคล้

ในดนตรีแจ๊ส และจากเรื่องตลาดหุ้นตก

 

ปี 1939 เป็นเรื่องการครบรอบ 100 ปี ของกีฬาเบสบอล

ปี 1940 เรื่องของการสำรวจ ทำสำมะโนประชากร

และเรื่องราวเกี่ยวกับการโบกรถข้างทาง

เรื่องไฟดับ…เรื่องผู้หญิงกับงานในยามสงคราม

(Rose the Riveter)

และการเดินทางกลับบ้าน ของทหารจากสงคราม

จากสถานีโทรทัศน์ USO

  ถอดความจาก The Changing Scene by Norman Rockwell / Illustrated by Norman Rockwell  

  เมื่อฤดูร้อนมาเยือน     

                                                                 -1-

ฤดูร้อนแดด เริ่มแรง ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มแตกกิ่งอย่างรวดเร็ว ต้นข้าวโพดผลิใบเรียวยาว เผยลำต้นสูงขนาดเอว พ่อลงมือซุยดินอีกครั้ง รอยัล และอมานโซก็ช่วยกันลงมือเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่โตแข่งกับหญ้าแพรกซึ่งกำลังจะ แผ่กระจายไปเต็มพื้นที่ แถวมันฝรั่งที่กำลังโตพร้อมจะให้ขุด เห็นได้จากดอกขาวที่กำลังผลิบานจนดูเหมือนฟองขาวไปทั่วทุ่ง ข้าวโอ๊ตที่กำลังแตกรวงสีเขียวเทา และยังเมล็ดข้าวสาลีที่ก็เริ่มจะแตกเมล็ดจากฝักอ่อนที่กำลังโต ทุ่งกุหลาบม่วงก็กำลังเบ่งบาน ให้เป็นที่ชื่นชอบของฝูงผึ้งอย่าง ยิ่ง                                               

งานหน้าร้อนนี้ไม่หนักหนาสาหัส ยังพอมีเวลาเหลือให้อมานโซได้ถางหญ้าในสวน ที่เขาทดลองปลูกมันฝรั่งจากเมล็ดพันธ์ุพืชไม่กี่เมล็ด ยังมีต้นฝักทองที่เขาประขบประหงมอยู่ทุกเช้า ด้วยหวังว่าจะโตทันได้ไปโชว์ในงานเทศกาลท้องถิ่น ซึ่งพ่อของ อมานโซ ได้สอนวิธีการเลี้ยงพืชชนิดนี้ให้กับเขาด้วยการเลี้ยงแบบให้น้ำนม เขาจะเลือกกิ่งที่ดีที่สุดจากเถาฟักทองที่มีอยู่ ขลิบเอากิ่ง และดอกฟักทองที่ไม่ต้องการทิ้งไป เหลือไว้แต่กิ่งและดอกที่ต้องการเอาไว้อย่างละหนึ่ง จากนั้นก็จะใช้มีดกรีดลงระหว่างรากอย่างระมัดระวัง ทำเป็น          กระเปาะแล้วก็ขุดหลุมตื้นๆบนดินพอที่จะวางอ่างน้ำนม เอาไส้เที่ยนใส่ลงไปในอ่างน้ำนม โดยแหย่ปลายไส้เทียนอีกข้างหนึ่งลงในกระเปาะที่ทำไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เถาฟักทองได้ดูดน้ำนมผ่านไส้เทียน ซึ่งการเลี้ยงแบบให้น้ำนมนี้จะทำให้ได้ผลฟักทอง ที่มีขนาดใหญ่เป็นสามเท่าของผลฟักทองขนาดปกติ 

นอกจากนี้อมานโซยังมีลูกหมู เขาเพิ่งจะซื้อมันมาได้ไม่นานด้วยราคา 50 เซนต์ มันเป็นลูกหมูตัวเล็กเพศเมีย เขาให้นมด้วยการใช้ผ้าจุ่มลงในนมให้ลูกหมูดูด ไม่นานหนักเจ้าลูกหมูตัวน้อยก็รู้จักที่จะกินนมด้วยตัวเอง เขาเลี้ยงมันไว้ในเล้าที่ร่ม เพราะการเลี้ยงลูกหมูในที่ร่มจะทำให้ลูกหมูโตเร็ว ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าลูกหมูตัวน้อยนี้โตเร็วขึ้นจริงๆ                                                                                                       

ตัวอมานโซเอง ก็เหมือนกับลูกหมูที่กำลังโต แต่เขาไม่ได้โตเร็วอย่างลูกหมู ไม่ว่าเขาจะดื่มนมเยอะขนาดไหน หรือกินจนเขาไม่สามารถจะกินได้อีกแล้ว  จนบางครั้งพ่อตั้งข้อสังเกตให้เขาว่า " ตักซะเยอะ กินก็ไม่หมด ...เห็นช้างเท่าหมู แล้วไง " เขาไม่เคยบอกใครว่า ที่เขาพยายามจะกินให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้เพราะเขาเองก็อยากโตไวๆ จะได้ไปช่วยเลี้ยงม้า... ทุกวัน พ่อจะเอาม้าอายุ 2 ปี คล้องด้วยเชือกยาวๆ  แล้วฝึกให้มันมันทำตามคำสั่งอย่าง " เดิน...หรือ หยุด "  พ่อจะฝึกให้ม้าคุ้นเคยกับเครื่องเทียมม้า และบังเหียน ฝึกให้มันไม่ตื่นกลัวง่าย ในไม่ช้า มันก็สามารถที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับม้าหนุ่มตัวอื่นๆ พ่อจะใส่เครื่องลากขนาดเบาไว้ที่ด้านหลังเพื่อไม่ให้มันกลัว และพ่อก็ไม่เคยยอมให้อมานโซเข้าไปยุ่มย่ามตอนที่พ่อฝึกม้าอีกเหมือนกัน เพราะพ่อไม่ไว้ใจเด็ก 9 ขวบ อย่างอมานโซ  อมานโซเองก็มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำให้มันกลัว แล้วก็จะไม่สอนให้มันกระโดด หรือกระตุกให้มันชะงัก  และก็จะไม่ทำให้มันวิ่งหนี...

                                                                -2-

ปีนั้น... แม่งาม ตา คลอดลูกม้าที่มีลักษณะดีที่สุด มันมีตำหนิรูปดาวสีขาวอยู่บนหน้าผาก อมานโซเลยตั้งชื่อให้ว่า ดาวประกาย มัน จะตามแม่งามตา ไปกินหญ้าในทุ่ง ครั้งหนึ่งพ่อเข้าไปทำธุระในเมือง อมานโซก็จะตามลูกม้าไปทุ่งด้วยเหมือนกัน  แม่งามตา ยกหัวดูพร้อมกับคอยมองตอนอมานโซเดินเข้ามาใกล้ เจ้าดาวประกายยืนหลบอยู่ด้านหลัง  อมานโซก็เลยหยูดยืนอยู่นิ่งๆ เจ้าดาวประกายคอยแอบ มองอมานโซ  มันค่อยๆ ยืดคอออกทีละน้อย ดวงตาเบิ่งกว้าง มองมาทางอมานโซอย่างสนอกสนใจ แม่งามตา เริ่มดุนหลัง เจ้าดาวประกาย แล้วแกว่งหางไปมา ในไม่ช้าแม่งามตาก็เริ่มถอยห่างออกไปกินหญ้า ทิ้งลูกม้า และอมานโซให้เผชิญหน้ากัน เจ้าประกายดาว  ตัวสั่นเทา แต่ก็ยังกล้าเดินเข้ามาใกล้อมานโซ ใกล้พอทีอมานโซจะแตะมันได้ อมานโซได้แต่ยืนน่ิงไม่ไหวติง เขาแถบจะหยุดหายใจไปเลยเมื่อรู้สึกว่า เจ้าประกายดาวเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ...ทันใดนั้น มันก็หมุนตัว และวิ่งกลับไปหาแม่งามตาของมัน เป็นเวลาเดียวกับที่ เอลิซา เจน ตะโกนเรียก " ...มานนนน โซ " เอ ลิซาเห็นอมานโซกับเจ้าประกายดาว เจ้าหล่อนไปบอกพ่อ

" ผมไม่ได้ทำอะไรเลย จริงๆ นะ พ่อ " อมานโซ บอกพ่อ

แต่ พ่อไม่เชื่อ และบอกกับเขาว่า

" ถ้าพ่อเห็นแกกับลูกม้าล่ะก็ เป็นโดนดีแน่

ลูกม้าตัวนี้นะ มันดีเกินกว่าที่แกจะทำให้มันเสียม้า...พ่อจะฝึกมันเอง"

ฤดูร้อน มันช่างร้อนและยาวนาน แม่บอกว่า มันเป็นฤดูแห่งการเติบโต อมานโซรู้สึกว่า อะไรๆ ก็โตเร็วยกเว้นตัวเขาที่ไม่โตเร็วอย่างที่คิด ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ทุกอย่างมันช่างเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง... อมานโซช่วยงานถางหญ้า ทำสวน เขาช่วยซ่อมรั้วหิน ผ่าฟืน แม้กระทั่งงานบ้านที่น่าเบื่อ วันไหนที่ร้อนและไม่มีอะไรจะให้ทำ เขาจะไปว่ายน้ำเล่น และบางทีถ้าตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ได้ยินเสียงฝนกระทบหลังคาแล้วละก็ วันนั้นอาจจะเป็น วันตกปลา ของเขากับพ่อ แต่เขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องไปตกปลา เพราะถึงแม้ว่า ฝนจะตก ก็ยังมีอะไรให้ทำอยู่ดี พ่ออาจจะซ่อมบังเหียน ลับคมเครื่องมือ หรือไสไม้สำหรับมุงหลังคา ...อมานโซ กินอาหารเช้าอย่างเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยปากอะไรทั้งสิ้น ด้วยคิดว่า ยังไงซะพ่อก็คงจะหาอะไรทำอยู่ดี แม้ว่าจะมีอะไรมาล่อใจพ่อให้แกว่งไปบ้าง

บางครั้ง แม่อาจจะถามพ่อ...." ว่าแต่ว่า วันนี้พ่อจะทำอะไรล่ะ? " 

แล้วพ่อก็จะ ตอบกลับมาว่า " ก็คิดว่าจะซ่อมรั้ว กับลงมือปลูกแครอท "

แม่ก็มักจะว่า " ฝนตกออกอย่างงี้ จะทำได้ไงล่ะ " พ่อก็จะบอก ว่า " เห็นทีจะทำไม่ได้ "  

...หลังอาหารเช้า พ่อจะยืนดูฝนตก จนในที่สุด พ่อก็จะเอ่ยปากมาว่า

" เฮ้อ...มันเปียกเกินกว่าที่จะออกไปทำงานนอกบ้าน

เห็นทีจะต้องออกไปตกปลากันซะแล้ว ...อมานโซ ว่าไงล่ะ " 

แล้วอมานโซ ก็จะรีบวิ่งไปเอาเสียม กับกระป๋องใส่เหยื่อ เขาออกไปขุดหนอนเพื่อที่จะเอาไปเป็นเหยื่อตกปลา....ฝนกระหน่ำลงหมวกฟางของอมานโซ ไหลไปตามแขนและหลัง มีโคลนเคละๆ แทรกความเย็นเข้าไปตามนิ้วเท้า ทั้งพ่อและอมานโซ ต่างก็เปียกแฉะไปทั้งตัวกว่าจะข้ามทุ่งไปยัง แม่น้ำปลาเทร้า... ไม่มีกลิ่นอะไรจะดีไปกว่ากลิ่นอายของสายฝนที่กระทบกับพื้นดินบนทุ่งหญ้า ไม่มีอะไรที่จะให้ความรู้สึกที่ดีไปกว่า เม็ดฝน ที่ตกกระทบบนใบหน้าอมานโซ และต้นหญ้าเปียกๆ สีกันกับขาของอมานโซ ไม่มีเสียงอะไรที่จะจับใจเท่ากับเสียงเปาะแปะของสายฝนกระทบพุ่มไม้ชายฝั่งแม่น้ำ และเสียงกระฉอกของสายน้ำที่สาดเซาะโขดหิน...

ทั้งพ่อและ อมานโซ ต่างก็ทำตัวเงียบ ไม่ส่งเสียงใดๆทั้งสิ้น ทั้งคู่ หย่อนคันเบ็ดลงในน้ำ แล้วพ่อก็ไปยืนหลบอยู่ใต้ต้นเฮ็มล็อค ส่วนอมานโซนั่งอยู่ใต้ต้นซีดาร์ นั่งมองดูเม็ดฝน ที่สัมผัสผิวน้ำ ...และทันใดนั้นเอง เขาก็เห็นแสงเงินวิบวับในอากาศ พ่อตกได้ปลาเทร้า มันลื่นไถล ดิ้นไปมากลางสายฝน ขณะเดียวกับที่พ่อจับมันขึ้นมาไว้บนฝั่ง อมานโซกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ แต่ก็ไหวตัวทันพอที่จะไม่ตะโกนเสียงดังออกมา...แล้วก็ถึงทีของอมานโซบ้าง เมื่อเขารู้สึกว่าสายเบ็ดถูกกระตุก หัวคันเบ็ดถูกดึงจนโค้ง ทิ่มลงไปในน้ำ เขาพยายามดึงคันเบ็ดขึ้น เต็มแรงที่เขามี ...มันเป็นปลาตัวโต ติดอยู่ที่ปลายเบ็ด พยายามดิ้นไปมาอยู่ในมืออมานโซ เขาปลดมันออกจากเบ็ด    ...มันช่างเป็นปลาเทร้าที่งามซะจริงๆ ใหญ่กว่าที่พ่อจับได้ซะอีก...เขาชูปลาอวดพ่อ ไม่นานนักคันเบ็ดของเขาก็ถูกกระตุกอีกครัั้ง ปลามักจะกินเหยื่อ ยามฝนตก พ่อตกได้ปลาอีกตัว อมานโซตกได้อีกสองตัว ...แล้วพ่อก็รวบมาได้อีกสองตัว ส่วนอมานโซก็จับมาได้อีกตัวหนึ่ง ตัวใหญ่กว่าที่ตกได้ครั้งแรกซะอีก ทั้งพ่อและอมานโซ ต่างก็ชื่นชมซึ่งกันและกัน ...แล้วพากันเดินฝ่าทุ่งหญ้ากลับบ้านอย่างเปียกปอน ท่ามกลางสายฝน

...ที่นอกบ้าน ทั้งคู่ช่วยกันจัดการกับปลาที่จับมาได้ ใกล้กองฟืน...เขาตัดหัวปลาทิ้งไป ตัดครีบ ขอดเกล็ด  กรีดท้อง ล้างจนสะอาด ส่วนแม่ก็จัดเตรียมหม้อนม ใส่ปลาเทร้าจนเต็ม แล้วเอาขึ้นมาคลุกกับเกล็ดข้าวโพด แล้วแม่ก็ ทอดปลาเทร้า เป็นอาหารมื้อเย็น

 ถอดความ และเรียบเรียงจากเรื่องสั้นของ Laura Ingalls Wilder โดย Honeybee / Ilustration by Norman Rockwell                    

นอร์แมน ร็อคเวลล์  นักเล่าเรื่องด้วยปลายพู่กัน

( Based on Storyteller with a brush / Beverly Gherman)


1. ฉันเคยคิดว่า เฉพาะอาชีพการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียน 

ผู้กำกับภาพ และช่างภาพ เท่านั้น ต้องเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ

และจะต้องเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง เพราะบุคคล

เหล่านี้จะต้องรู้จักกลวิธีการเล่าเรื่อง ให้ผู้อ่าน ผู้ดู

และผู้ฟังชวนติดตามเนื้อหาและเรื่องราว

แต่ความคิดนี้เปลี่ยนไปเมื่อได้มารู้จักกับ

มิสเตอร์ นอร์แมน ร็อคเวลล์

 

ฉันรู้จักกับมิสเตอร์ร็อคเวลล์ครั้งแรก

ก็จากโปสเตอร์ในกรอบภาพติดฝาผนัง

ที่ตกแต่งในร้านอาหารบู๊ฟเฟ่ต์ ราคาถูก

คงเป็นเพราะบุคคลในภาพ

และรายละเอียดที่ปรากฏอยู่นั้น

เป็นที่ สะดุด ตา สะดุดใจ จนเกิดเป็น

ความทึ่ง ในงานเขียน

แม้จะเป็นเพียงแผ่นโปสเตอร์

ที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายทั่วๆ ไป

ก็ยังคงสื่อความหมายได้ดี

 

อืมม…”นอร์แมน ร็อคเวลล์”

ฉันพึมพำออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

นายฝรั่งได้ทีก็เลยแนะนำฉัน

ให้รู้จักกับมิสเตอร์ร็อคเวลล์

“อ๋อ เขาเป็นนักเขียนภาพประกอบขึ้นปก

ให้กับนิตยสาร Saturday Evening Post นะซิ”

“สมัยนั้นน่ะ ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเขียนภาพประกอบ

ให้กับ Evening Post แล้วแสดงว่าต้องสุดยอดจริงๆ “

“ยูลองดูที่ภาพซิว่า เห็นอะไรบ้าง”

 

ฉันงุนงงเล็กน้อย

แต่ก็ตอบไปอย่างที่เห็น

“ก็…เห็นคนถูกขังอยู่ในคุก

กำลังเป่าหีบเพลงปาก อยู่ไง

แล้วผู้คุมขังนั่งอยู่หน้าคุกหน้าเศร้า น้ำตาตก อยู่น่ะซิ”

นายฝรั่งผงกหัวรับ “ใช่ ใช่แล้ว แล้วยูคิดว่าไงล่ะ”

ฉันสั่นหัว อึ้งไปกับคำถาม 

…พร้อมเสียงนายฝรั่งตามมาติดๆ

“ก็เพราะเพลงที่ผู้ถูก ขังเล่นอยู่นะมันกินใจ ผู้คุมขังอยู่นะซิ”

“แล้วยูเห็นไหมน่ะ ความแตกต่างระหว่างวัย

ของผู้ถูกขัง กับผู้คุมขังซิ”

“อ้อ แล้วก็เจ้าหมาน้อย

ที่นอนหมอบหลับตาพริ้ม อีกล่ะ

สบายอารมณ์ซะไม่มี”

 

“อ้อ…!!! เข้าใจแล้ว”

ฉันตอบ แม้จะยังไม่ลึกซึ้งนัก

 

นายฝรั่งยังไม่ยอมหยุด !!!

“เอานี่ ยูดูภาพนี้ซิ…คุณหมอกำลังใช้หูฟัง

ตรวจหัวใจให้กับ[ตุ๊กตา] ที่เด็กหญิงยื่นให้ตรงหน้า

ดูที่ใบหน้าของคุณหมอซิ เป็นจริงเป็นจังซะด้วย

แล้วดูใบหน้าของเด็กหญิงซิ”

 

ฉันสวนกลับ  “อา…เหมือนกับจะบอกคุณหมอว่า

ช่วยรักษาน้อง[ตุ๊กตา]ให้หนูด้วย …ใช่ไหมเนี่ย?”  

 

นายฝรั่งรับคำ พร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย

แถมต่อให้อีกว่า “ถ้ายูสังเกตุให้ดี เกือบจะทุกภาพ

ของนอร์แมน ร๊อคเวลล์ มักจะแฝงไว้ด้วยเรื่องราวสั้นๆ

ซึ่งจะมีมุขตลกอยู่เล็กๆ”

 

2. ฉันเริ่มรู้สึกสนุกไปกับการอ่านภาพเขียน

ของมิสเตอร์ร็อคเวลล์  นอกเหนือไปจาก

การเขียนภาพที่มีรายละเอียดอันน่าทึ่งของแก

 

นักเขียนภาพประกอบ ไม่ใช่แค่วาดภาพประกอบ

ให้กับนักเขียนเท่านั้น นักเขียนภาพประกอบ

สามารถที่จะสร้างเรื่องราวขึ้นมาบอกเล่าได้เช่นกัน

อย่าง มิสเตอร์ร็อคเวลล์ นี่ไงล่ะ

 

มิสเตอร์ร็อคเวลล์ เข้าใจในเรื่องของการสื่อสาร

เข้าใจลึกซึ้งไปถึงใจของผู้อ่านนิตยสาร Evening Post

ได้เป็นอย่างดี งานเขียนของมิสเตอร์ร็อคเวลล์

เป็นที่สะดุดตา สะดุดใจของทุกคน แต่ละคนต่างก็

ติดใจในผลงานการวาดภาพเล่าเรื่องเป็นอันมาก

ถึงกับมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร

ที่มิสเตอร์ร็อคเวลล์สร้างขึ้น

ขนาดที่ผู้อ่านหลายคน

ส่งจดหมายมาถึง Evening Post

ถามหาตัวละครที่หายหน้า หายตาไป

จนมิสเตอร์ร็อคเวลล์ ต้องเขียนภาพ

และสร้างเรื่องราวเพิ่มเติม

ซึ่งก็ส่งผลไปถึงยอดขายให้กับ

Evening Post เช่นกัน

 

การเขียนภาพของมิสเตอร์ร็อคเวลล์

เป็นไปอย่างมีระบบ ระเบียบ ตัวละคร

ที่มิสเตอร์ร็อคเว็ลล์สร้างขึ้น ล้วนมาจาก

บุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ส่วนใหญ่มาจาก

เพื่อนบ้านใกล้เคียง คนรู้จักใกล้ตัว

และคนในครอบครัวที่รู้ใจ

มานั่งเป็นแบบให้วาด

โดยที่มิสเตอร์ร็อคเวลล์จะเป็น

ผู้กำกับศิลป์ไปในตัว บางครั้ง…

ก็จะจัดหาของมาประกอบฉากเอง

เพื่อให้ได้อารมณ์ของผู้คนจริงๆ

 

ทั้งมิสเตอร์ร็อคเวลล์ก็ชอบที่จะ

เขียนภาพตัวเองเป็นตัวประกอบ

ในเรื่องราวของตนเองด้วยเหมือนกัน

 

ก่อนจะสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานจริง

มิสเตอร์ร็อคเวลล์ จะสเก็ตเรื่องราวด้วยดินสอ

วางองค์ประกอบของภาพ ลงสี ดูแสงเงา

ไม่ต่ำกว่า  สาม สี่ ครั้ง ทั้งนี้ก็เพี่อ

ให้ได้งานเขียนที่สมบูรณ์ แบบที่ถูกใจสุดๆ

 

งานการเขียนภาพ สำหรับผู้ไม่เคยฝึกฝน

ย่อมเป็นงานที่ยาก การอ่านงานเขียนภาพ

ฉันก็ว่ายิ่งยากกว่า ด้วยว่าภาพบางภาพ

คนอ่านงานเขียนภาพไม่ออก เพราะคนอ่านงาน

ไม่สามารถจะเข้าใจความหมาย

ที่ผู้เขียนภาพต้องการจะสื่อ

และบางทีงานศิลปะก็ไม่ต้องการ

ความเข้าใจหรือคำอธิบายมาก

เอาแค่ว่า ดูแล้วชอบ ดูแล้วรู้สึกดี

บางครั้งก็เป็นอันว่าใช้ได้

 

แต่สำหรับงานเขียนภาพประกอบ

ของมิสเตอร์ร็อคเวลล์แล้วถือว่า

เป็นความสำเร็จแบบชิ้นโบว์แดง

ด้วยเหตุที่ว่า คนอ่านงานเขียนภาพ

สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างที่

คนเขียนภาพต้องการ และก็ไม่ใช่

เฉพาะคนอเมริกันเท่านั้นที่ชื่นชอบ

และนิยมในผลงานของมิสเตอร์ร็อคเวลล์

แต่ชาวต่างชาติตาดำๆ และหัวดำอย่างฉัน

ยังอดชื่นชม และนิยมในความสามารถ

เฉพาะตัวอย่าง มิสเตอร์ร็อคเวลล์

ไม่ได้เหมือนกัน

 

สำหรับฉัน อ่านภาพเขียนมิสเตอร์ร็อคเวลล์ทีไร

ก็ใด้อารมณ์เต็มอิ่มไปกับปลาย พู่กันซะทุกที